รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบด้วยวิธีแมนเทล-แฮนส์เชลกับวิธีซิบเทสท์ เมื่อความยาวของแบบสอบ ขนาดกลุ่มตัวอย่างและอัตราส่วนของกลุ่มอ้างอิงและกลุ่มเปรียบเทียบต่างกัน
A Comparison of the Efficiency between the Mantel-Haenszel and SIBTEST Procedures in Detecting Differential Item Functioning With Different Test Lenghs, Sample Sizes and Ratios of Reference and Focal Groups
ชื่อนิสิต จิติมา วรรณศรี
Jitima Wannasri
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา รศ ดร ศิริชัย กาญจนวาสีผศ ดร กาญจนา วัธนสุนทร
Asso Prof Sirichai Kanjanawasee Ph DAsso Prof Kanjana Watanasuntorn Ph D
ชื่อสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Chulalongkorn University. Bangkok. (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ครุศาสตร์ (การวัดและประเมินผลการศึกษา)
Master. Education (Educational Measurement and Evaluation)
ปีที่จบการศึกษา 2539
บทคัดย่อ(ไทย) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการตรวจสอบ การทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เชลกับวิธีชิบเทสท์ โดยใช้ข้อมูลจำลองจากโปรแกรม IRTDATA เงื่อนไขที่ศึกษาได้แก่(1) ความยาวแบบสอบ 3 ขนาด คือ 30 ข้อ, 60 ข้อ และ90 ข้อ (2) ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 3 ขนาด คือ 200 คน,600 คน และ 1,000 คน โดยแต่ละขนาดมีอัตราส่วนระหว่างผู้สอบกลุ่มอ้างอิงกับกลุ่มเปรียบเทียบ 4 อัตราส่วน คือ 1:1,1:0.9, 1:0.75 และ 1:0.5 รวมเงื่อนไขที่ศึกษาทั้งหมด36 เงื่อนไข ผลการวิจัยพบว่า 1. วิธีแมนเทล-แฮนส์เชลกับวิธีซิบเทสท์มีประสิทธิภาพ เท่าเทียมกัน ในการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบ ที่ทุกขนาดกลุ่มตัวอย่างและทุกอัตราส่วน ภายใต้ความยาวแบบ สอบเดียวกัน เมื่อขนาดกลุ่มตัวอย่าง 200 และ 600 คน สามารถตรวจสอบพบข้อสอบที่ทำหน้าที่ต่างกันได้ถูกต้องร้อยละ 50 และเมื่อขนาดกลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน สามารถตรวจสอบ พบข้อสอบที่ทำหน้าที่ต่างกันได้ถูกต้องร้อยละ 100 โดย ส่วนมากวิธีซิบเทศท์มีอัตราความคลาดเคลื่อนชนิดที่ 1 มากกว่าวิธีแมนเทล-แฮนส์เชลเล็กน้อย 2. วิธีแมนเทล-แฮนส์เชลกับวิธีซิบเทสท์มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน ที่ทุกระดับความยาวแบบสอบ โดยพบว่าเมื่อใช้แบบสอบที่มีความยาวปานกลาง (60 ข้อ) มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบดีที่สุด
บทคัดย่อ(English) The purpose of this research was to compare theefficiency between the Mantel-Haenszel and SIBTESTprocedures in detecting differential item functioning.Data were simulated from IRTDATA program. Factors ofthis study were (1) 3 sizes of test lengths; 30, 60 and90 items (2) 3 sample sizes of examiness; 200, 600 and1,000, each sample size had 4 ratios of reference tofocal group; 1:1, 1:0.9, 1:0.75 and 1:0.5. Thirty - sixconditions were investigated in this study. Results of this research were as follows : 1. The Mantel-Haenszel and SIBTEST procedures wereequally efficient in detecting DIF for all sample sizesand ratios under the same test length. Fifty percentsof DIF items correctly identified with 200 and 600 ofsample sizes. Hundred percents of DIF items correctlyidentified with 1,000 of sample size. SIBTESTprocedure yielded slightly higher Type I error ratesthan the Mantel-Haenszel procedure. 2. The Mantel-Haenszel and SIBTEST procedures wereequally efficient in detecting DIF at all sizes of testlengths, with best results at 60 items length.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์ 149 P.
ISBN 974-636-455-3
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ DIFFERENTIAL ITEM FUNCTIONING, THE MANTEL-HAENSZEL, SIBTEST, TEST LENGTH, SAMPLE SIZE, RATIO
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง



© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.